นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิจารณ์ The King Never Smiles
|
งานวิชาการ ‘ไทยศึกษา’ : นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิจารณ์ The King Never Smiles (ฉบับเต็ม) ที่มา: www.prachathai.com
|
|
เมื่อวันที่ 10 มกราคม เวลา 15.00 น. ที่ห้อง 301 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ ได้เสนอบทวิพากษ์หนังสือ The King Never Smiles ของ Paul Handley ในหัวข้อเรื่อง ‘Monarchy III : Critical Comments on Paul Handley’s The King Never Smiles (panel discussion)’ อันเป็นส่วนหนึ่งของงานประชุมทางวิชาการไทยคดีศึกษา ครั้งที่ 10 (The 10th International Conference on Thai Studies) ซึ่งจัดโดยสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 9-10 มกราคม 51
อย่างไรก็ตาม ในวันดังกล่าว อ.นิธิ ไม่ได้นำเสนอบทวิพากษ์จนจบเนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลา ‘ประชาไท’ จึงได้ขออนุญาต อ.นิธิ นำเสนอบทวิจารณ์ฉบับเต็มจากเอกสารเพื่อเตรียมการนำเสนอ ซึ่งต้องขอขอบคุณผู้วิจารณ์และสถาบันไทยคดีศึกษาผู้จัดงานมา ณ ที่นี้
0 0 0
งานวิชาการ ‘ไทยศึกษา’ :
1
ก่อนอื่นต้องขออภัยผู้เขียน (พอล แฮนด์ลีย์) ไว้ในที่นี้ด้วย เพราะไม่อยู่ในที่นี้ การวิจารณ์นี้อาจมาจากความเข้าใจผิดในเนื้อหาที่นำเสนอ โดยผู้เขียนไม่อาจชี้แจงได้
2
ก่อนหน้าเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 รัฐศาสตร์ไทยไม่มีอะไรจะพูดมากนักเกี่ยวกับบทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากเป็นที่เคารพสักการะของปวงชน ฉะนั้นจึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน ทำให้ประเทศไทยรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไว้ได้ ท่ามกลางความแตกแยกแตกต่างนานาชนิดในประเทศไทย
อันที่จริง นับตั้งแต่ 2490 เป็นต้นมา หรือโดยเฉพาะหลัง 2500 เป็นต้นมา ได้ปรากฏบทบาททางสังคมและวัฒนธรรมของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเข้มข้นมากขึ้นตามลำดับอยู่แล้ว แต่รัฐศาสตร์ไทยก็ไม่ได้สนใจจะอธิบายบทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์แตกต่างไปจากที่กล่าวแล้ว (ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงบทบาททางเศรษฐกิจขององค์กรธุรกิจที่เนื่องอยู่กับสถาบันฯ ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วมาพร้อมกัน)
การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงสามารถยุติการนองเลือดในเหตุการณ์ 14 ตุลา สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ผู้คนนอกประเทศไทยอย่างมาก รวมทั้งนักวิชาการไทยคดีศึกษาหลายท่าน แต่รัฐศาสตร์ไทยก็ไม่มีคำอธิบายอันใดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพระราชอำนาจที่ทรงยุติการนองเลือดนั้น ยังสามารถใช้กรอบคำอธิบายเดิมได้อยู่ กล่าวคือโดยอาศัยฐานะที่ทรงเป็นศูนย์รวมของชาติ เป็นสถาบันที่ได้รับความเคารพสักการะมาแต่อดีต เป็นเงื่อนไขที่เปิดให้ทรงสามารถยุติการนองเลือดได้ เป็นบทบาทเดิมที่มีอยู่แล้ว คือรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ ท่ามกลางความแตกแยกขัดแย้งซึ่งทำให้เกิดความรุนแรงและวิกฤตทางการเมือง
สิ่งที่น่าประหลาดก็คือ รัฐศาสตร์ไทยยอมรับมานานแล้วว่า หลัง 2475 มาจนถึง 2590 เป็นอย่างน้อย สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมีสถานะตกต่ำลงอย่างมาก ทั้งเพราะความพยายามของคณะราษฎรหรือบางคนในคณะราษฎรที่จะจำกัดบทบาทของสถาบันฯลง และเพราะพระมหากษัตริย์ทั้งสองรัชกาลยังทรงพระเยาว์อยู่ ฉะนั้นการกลับมามีความสำคัญถึงสามารถยุติการนองเลือดใน พ.ศ.2516 ได้ จึงต้องมาจากความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย ไม่ใช่การสืบเนื่องตามปรกติแน่ แต่ก็ไม่มีความพยายามจะอธิบายกระบวนการกลับฟื้นคืนความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเป็นระบบในทางวิชาการ หากมีการกระทำเช่นนั้น ก็จะทำให้เห็นพลวัตของสถาบันฯซึ่งจะช่วยทบทวนกรอบคำอธิบายบทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งใช้กันอยู่ได้
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เป็นต้นมา กรอบคำอธิบายที่เคยใช้มาแต่เดิมดูเหมือนไม่สามารถอธิบายบทบาททางการเมืองของสถาบันฯได้ง่ายอีกแล้ว พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่สามารถเอาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นยัดลงไปในทฤษฎีหรือกรอบคำอธิบายที่ใช้กันมาแต่เดิมได้ (แม้แต่เฉพาะข้อเท็จจริงที่ปรากฏแก่สาธารณชน ไม่นับข้อเท็จจริงที่ไม่รู้กันแพร่หลาย) ยกเว้นแต่ไม่พูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เลย หรือแยกข้อเท็จจริงออกจากตัวทฤษฎีหรือกรอบคำอธิบาย กลายเป็นสองอย่างที่ไม่เกี่ยวกัน
ควรกล่าวด้วยว่า ในระยะเวลาหลัง 6 ตุลา 2519 เป็นต้นมา มีงานบทความวิชาการของนักรัฐศาสตร์ทั้งไทยและเทศอยู่บ้าง (ส่วนใหญ่เทศ เพราะบรรยากาศของเสรีภาพทางวิชาการไม่เปิดกว้างในประเทศไทย) ที่จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ตั้งคำถามกรอบคำอธิบายเดิมเกี่ยวกับบทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นการวิเคราะห์ปัจจัยทางสังคม, เศรษฐกิจ, การเมือง ซึ่งนำมาสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา แม้ไม่ได้วิพากษ์กรอบคำอธิบายโดยตรง แต่โดยนัยะก็ทำให้เห็นว่าไม่สามารถใช้เพื่อเข้าใจบทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างแน่นอน ในที่นี้ขอยกตัวอย่างเพียงบทความเดียวคือ “บ้านเมืองของเราลงแดง : แง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมของรัฐประหาร 6 ตุลาคม” ของศาสตราจารย์เบเนดิค แอนเดอร์สัน
อย่างไรก็ตาม งานศึกษาบทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นภาพรวม เพิ่งปรากฏในระยะประมาณ 5 ปีมานี้เอง และในบรรดางานทั้งหมด งานของคุณพอล แฮนด์ลีย์ เป็นงานศึกษาที่เจาะลึกประเด็นนี้อย่างละเอียดที่สุด พร้อมกับเสนอกรอบคำอธิบายใหม่ ซึ่งจะสามารถช่วยให้เกิดความเข้าใจการเมืองไทยได้ดีขึ้นหรือไม่ เพียงพอหรือไม่ เป็นปัญหาทางวิชาการที่ต้องรอการพิสูจน์จากงานวิชาการรัฐศาสตร์เรื่องอื่นๆ ของนักวิชาการอื่นๆ
ในส่วนนักไทยคดีศึกษาในประเทศไทย ผมคิดว่านี่เป็นหนังสือที่ขาดไม่ได้ และอาจหาอ่านได้ไม่ยากนัก ทั้งในภาษาอังกฤษและไทย แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะถูกเจ้าพนักงานการพิมพ์ห้ามจำหน่ายจ่ายแจกตั้งแต่หนังสือยังไม่ได้วางตลาดก็ตาม
ผมควรกล่าวด้วยว่า นอกจากงานด้านบทบาททางการเมืองของสถาบันฯโดยตรงแล้ว ในระยะประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา ก็มีงานศึกษาอื่นๆ เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ปรากฏขึ้นในวงวิชาการเหมือนกัน เช่นการศึกษาโครงการพระราชดำริ, การยึดกุมพื้นที่ในสื่อ, บทบาทของสำนักงานทรัพย์สินในเชิงธุรกิจ, วิเคราะห์พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาท-พระราชนิพนธ์ เป็นต้น งานของคุณแฮนด์ลีย์ โดยเฉพาะกรอบคำอธิบายใหม่ที่คุณแฮนด์ลีย์เสนอนั้น สามารถครอบคลุมความรู้ใหม่ๆ เหล่านี้ซึ่งเกิดจากการศึกษาประเด็นที่อาจไม่เกี่ยวโดยตรงกับสถาบันฯกับการเมือง
ในช่วงปัจจุบัน ภาระทางวิชาการของนักไทยคดีศึกษาคือการวิพากษ์วิจารณ์ผลงานของคุณพอล แฮนด์ลีย์ เพื่อประเมินจุดอ่อนจุดแข็งทางวิชาการ โดยส่วนตัว ผมคิดว่าการวิพากษ์วิจารณ์ข้อเท็จจริง เรื่องใดถูก เรื่องใดผิด ก็มีความสำคัญ แต่ยังไม่สำคัญเท่ากับการวิพากษ์วิจารณ์กรอบคำอธิบายใหม่เกี่ยวกับบทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ หยั่งดูว่ากรอบคำอธิบายใหม่นี้ สามารถส่องสว่างไปยังมิติอื่นๆ ในการเมืองไทยได้มากน้อยเพียงไร และราบรื่นไม่สะดุดหรือไม่อย่างไร กล่าวโดยสรุปก็คือ กรอบคำอธิบายนี้มีอำนาจอธิบายได้มากน้อยเพียงใด และผมจะขอทำเฉพาะส่วนนี้เท่าที่มีความสามารถทำได้
3
และในส่วนนี้ ผมเห็นว่างานของคุณพอล แฮนด์ลีย์มีคุณค่ามหาศาลต่อการศึกษาการเมืองไทย เพราะเป็นการท้าทายกรอบคำอธิบายเดิมซึ่งใช้กันมานาน ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงซึ่งปรากฏขึ้นไม่อาจบรรจุลงในกรอบคำอธิบายนั้นได้อีกต่อไป นอกจากนี้ หากดูถึงผลงานศึกษามิติด้านต่างๆ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งมีนักวิชาการศึกษามากขึ้นในระยะหลัง ย่อมเป็นธรรมดาที่จะเกิดข้อมูลข้อเท็จจริงอื่นๆ มากขึ้นกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน แน่นอนว่าย่อมทำให้กรอบคำอธิบายเดิมซึ่งใช้กันมานานนั้นยิ่งไม่ทำงาน หรือไม่อาจอธิบายอะไรได้มากขึ้นไปอีก ฉะนั้นไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่กับกรอบคำอธิบายที่คุณแฮนด์ลีย์เสนอ ก็เป็นภาระหน้าที่ของเราในการสรรหาและสรรค์สร้างกรอบทฤษฎีใหม่ เกี่ยวกับบทบาททางการเมือ |
