บทความวันสงกรานต์ 13 เมษายน 2549
จากวันนั้น…ถึงวันนี้…
ชัยชนะที่เหมือนไม่ชนะ
ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจ กับการต่อสู้ของบรรดาสื่อมวลชน และประชาชนผู้รักความเป็นธรรมชัยชนะที่เหมือนไม่ชนะ…
กี่ครั้งกี่หนที่ชนะ แต่ไม่สามารถทำลายความหน้าหนาของผู้มีอำนาจได้
ในการต่อสู้เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตลอดห้วงเวลาอันยาวนาน
กรณีการทวงตำแหน่งคืนให้ “คุณหญิงจารุวรรณ” นับเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดที่สุด เพราะมันมีที่มาจากการเข้าไปตรวจสอบการทุจริตในโครงการยักษ์ของรัฐบาล
และเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า มีความพลิกแพลงในรูปแบบการใช้”ศาล”เป็นอาวุธ แต่คำวินิจฉัยของศาลก้ำกึ่ง ไม่กล้า ”ฟันธง” ลงไปตรง ๆ
เกือบ 2 ปี ในการต่อสู้ต่างงัดกลยุทธ์ทั้งด้านกฎหมายและความชอบธรรม เดินสายสร้างความเข้าใจกับประชาชนตลอดจนใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว
แต่ด้วย “พระบารมีคุ้มเกล้าฯ” รวมทั้งการรุมเร้าของสื่อมวลชนและประชาชน กระหน่ำซ้ำเติมความไม่ชอบมาพากลของคนซีกรัฐบาล
ทำให้ “ตำแหน่งของ ผู้ว่าฯ สตง.” กลับคืนมาสู่ผู้ที่ควรได้รับพร้อม ๆ กับอาการเสียหน้าของชายหน้าเหลี่ยมผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด
ถามว่า….งานนี้รัฐบาลหรือวุฒิสภารับผิดชอบมั๊ย….เปล่าเลย….
อีกแล้วครับท่าน…
กรณีถัดมา…การต่อสู้แฉโพยบริษัทของอดีตนายก มีส่วนได้เสียกับโครงการของรัฐบาล ถูกเปิดโปงจาก “คปส.” ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนเล็ก ๆ องค์กรหนึ่ง
และทำหน้าที่รณรงค์ปฏิรูปสื่อฯ เพื่อให้พ้นจากการแทรกแซงของอำนาจรัฐ
คุณสุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการเป็นผู้เปิดเผยความไม่ชอบมาพากลพร้อม ๆ กับการรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ไทยโพสท์
จนถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทของนายกถึง 400 ล้านบาทฐานหมิ่นประมาท
เดชะบารมีของศาล…เธอและหนังสือพิมพ์ไทยโพสท์ ผ่านพ้นข้อหา
“หมิ่นประมาท” ออกมาได้ และไม่ต้องจ่าย”400 ล้านบาท” ตามคำเรียกร้อง
นั่นแสดงว่า การพูดความจริงโดยบริสุทธิ์ใจย่อมไม่อยู่ในข่ายหมิ่นประมาท เป็นเสรีภาพที่ประชาชนพึงมีต่อการตรวจสอบรัฐบาล
ถามว่า รัฐบาลหรือบริษัทของอดีตนายกรับผิดชอบมั๊ย…
เปล่า..อีกนั่นแหละ
เพราะฝ่ายนายกหรือบริษัทของนายกรัฐมนตรีก็มาขายหุ้นทิ้งให้ต่างชาติไปซะแล้ว
การขายหุ้นทิ้งครั้งมหึมากว่า 73,000 ล้านบาทนั้น นำมาซึ่งการลุกฮือของประชาชนทุกหมู่เหล่ารวมทั้งนักเรียน-นิสิตนัก-ศึกษา- นักวิชาการ องค์กรอื่น ๆ ผู้เฒ่าผู้แก่ ต่างทวงถามหาจริยธรรมของผู้ปกครอง
จดหมายเปิดผนึกฉบับแล้วฉบับเล่าได้ถูกนำมากล่าวขานรวมกันคงไม่น้อยกว่า 100 องค์กร ซึ่งทำให้กลุ่มพลังของประชาชนผู้รักความเป็นธรรมเพิ่มมากขึ้น
ความอุบาทว์ถัดมา….ก็คือความไม่ชอบมาพากลเรื่อง “การแปรรูป กฟผ.”
ผลพวงจาก “กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ” ที่ถูกคัดค้านอย่างยาวนาน กว่า 3 ปี เพื่อที่จะคงความเป็น”รัฐวิสาหกิจ” อย่างเต็ม 100 %
ผู้คนทั่วประเทศสนับสนุนการต่อสู้ ด้วยวงเงินบริจาคเกือบ ๆ 20 ล้าน ทั้งจากพนักงานและประชาชนทั่วไป
ไม่นับรวมการบริจาคจากสุภาพสตรีผู้สูงศักดิ์ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม จนคณะกรรมการแทบจะก้มกราบรับเงินบริจาครายนั้น
ในที่สุดก็มาจบที่คำวินิจฉัยของศาลปกครอง ด้วยการฟ้องร้องของ คุณรสนา
โตสิตระกูลและเหล่าพันธมิตรคุ้มครองผู้บริโภค
นับได้ว่า ฝ่ายประชาชนต้องมาออกแรงยื้อยุดฉุดกระชาก “ทรัพย์สมบัติของชาติ” มิให้ถูกนำออกขายให้พวกมีเงิน
“สวาปามอย่างไม่มีสิ้นสุด”
ด้วยความหนาเกินขนาด การเป็น “โมฆะ” ของ “พรฎ.แปรรูป กฟผ.” อันเป็นกฎหมาย 2 ฉบับของรัฐบาล หาได้เรียกต่อมคุณธรรมจริยธรรม หรือความรับผิดชอบจากรัฐบาลหน้าหนาออกมาได้
ไม่นับการต่อสู้ของ ฝ่ายประชาชนและสื่อมวลชน เรื่อง “สัมปทานไอทีวี” เรื่องนี้ต่อสู้และกดดันรัฐบาลมาตลอดห้วงเวลา 4 ปีเศษ
เพียงเพราะความโลภมากของบริษัทของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถือว่าพวกตนเองมีอำนาจ และใช้เงื่อนไขทางกฎหมายผ่านเนติบริกรทำให้ “รัฐ” ต้อง “จ่ายค่าโง่ไอทีวี” ให้กับเอกชน
ไม่นับการ “ลดค่าสัมปทาน” ปีละนับ 700 ล้านบาท รวมทั้งปรับผังรายการให้มี “บันเทิง” เพิ่มขึ้นเป็น 70/30 เป็น 50/50 ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์แต่แรกเริ่มก่อตั้ง สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ผลพวงจากเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ”
แต่ ”ฟ้าก็มีตา” ในที่สุดศาลปกครองวินิจฉัยคดีสั่งให้คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะ และไอทีวีต้องจัดเพิ่มสัดส่วนรายการสาระมาเป็นตามเดิม
ที่ร้ายที่สุด ผลงานของรัฐบาลชุดนี้ หลังจากชนะเลือกตั้งสกปรก มีเสียงสส.มากมายจนจะล้นสภา แต่เพียงข้ามวันหลังประกาศผลเลือกตั้งเท่านั้น ผู้นำพรรครัฐบาลผู้รักษาการนายก กลับจากเข้าเฝ้าฯ
ก็ออกมาหลั่งน้ำตา ขอลาพักราชการจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ อันถือได้ว่าเป็นการ “เว้นวรรค” ตามคำเรียกร้องของประชาชน
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินออกมาว่า…
“การเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนญ” และต้องจัดการเลือกตั้งใหม่
ไม่มีคำตอบว่าใครจะรับผิดชอบ งบประมาณ 2,200 ล้านบาทนี้
ในขณะที่กระแสเรียกร้องให้ กกต. ผู้ทำหน้าที่ควบคุมจัดการเลือกตั้งอันขัดรัฐธรรมนูญให้ลาออกกลับไม่ได้รับการตอบรับแต่อย่างใด
กกต. จะขอทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งใหม่ ไม่สนใจเรื่องราวที่ตนเองกระทำมาจนทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
พร้อม ๆ กับ การประกาศยุบพรรคที่ไปรับจ้างสมัครในภาคใต้ไปแล้ว….( ยุบพรรคเล็ก )
แต่เมื่อคณะอนุกรรมการของ กกต. ทำการสอบสวนเรื่อง “พรรคใหญ่” จ้าง “พรรคเล็ก” ลงสมัครในภาคใต้ออกมา
กกต.กลับเมินเฉยที่จะตัดสินใจ ดำเนินการยุบพรรคผู้จ้างวานตามกระบวนการของกฎหมาย
ชัยชนะของประชาชน สื่อมวลชนผู้รักความเป็นธรรม จะมีประโยชน์อันใด…จะสู้ไปอีกเท่าไหร่
สู้แค่ใหนก็ยังสู้กับความ “หนา” ของผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบไม่ได้
พวกเราจะต้องยืนหยัดต่อสู้กับความหน้าหนาของ “ระบอบทักษิณ” อีกนานเท่าใด
หรือจะให้ “แผ่นดินลุกเป็นไฟ” ระบอบนี้ถึงจะหมดสภาพไปจากแวดวงการเมืองไทย
ใครตอบได้บ้าง….หรือว่าตั้งแต่ต่อสู้กันมาเราไม่เคยชนะอะไรเลย…
ถามกันมา ถามกันไป…แต่ก็ยังไม่มีใครตอบได้…
…หรือคำตอบนั้นยังล่องลอยอยู่ในสายลม….